มีคนบอกว่า กราบไหว้พระพุทธรูปมันไม่ใช่พุทธแท้ๆ หนูอยากทราบว่าจริงไหมคะ บางทีก็สับสนกับการปฎิบัติค่ะ

Q: “มีคนบอกว่า กราบไหว้พระพุทธรูป ถวายพระพุทธรูป มันไม่มีในพระไตรปิฎก เพราะพระไตรปิฎกกล่าวไว้ชัดเจนไม่มีอะไรมาเปรียบ เทียบ เสมือน จำลองเป็นตถาคตได้ มันไม่ใช่พุทธแท้ๆ

พระพุทธเจ้าไม่ได้ให้มีการกราบไหว้ บูชา ทำไปก้อไม่ได้บุญ แล้วเขาก้อว่าการไปวัดไม่ได้บุญ

เขาว่าเขาเป็นลูกพระพุทธเจ้าที่จะปฎิบัติตามพระองค์สอน ไม่ทำตามเหล่าพระสงฆ์ เพราะไม่ใช่เนื้อนาบุญที่ดี แต่เป็นเนื้อนาบาปของแท้ หนูอยากทราบว่ามันจริงไหมคะ บางทีเราก็สับสนกับการปฎิบัติเหมือนกันค่ะ”

===============

A: มีหลายอย่างที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกนะ แต่เราก็ทำกัน
อย่างนั่งสมาธิแล้วต้องหลับตาเนี่ย ท่านก็ไม่ได้ทรงบอกนะ

ท่านบอกแค่ให้คู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า หายใจออกก็รู้ หายใจเข้าก็รู้
ท่านไม่ได้ให้หลับตาเลย เห็นเราก็นั่งหลับตากันทั่วเมือง
ไม่เห็นต้องมีใครคัดค้านเลยว่าเป็นพุทธแท้หรือเปล่า

แต่มีอย่างหนึ่งที่ทรงบอกไว้ชัด แต่บางคนอาจจะลืมไป
คือ ไม่ได้ทรงสรรเสริญความสุดโต่งนะ

คนที่หลงเรื่องวัตถุมงคลมากจนกลายเป็นพุทธพาณิชย์ ก็สุดโต่งไปในทางหนึ่ง
คนที่ต่อต้านขนาดต้องเอามาลบหลู่ ก็สุดโต่งไปอีกทางนึง

พระพุทธรูป อาจจะเป็นเพียงการสมมติ แต่พระพุทธเจ้าก็สอนเรื่องสมมติสัจจ์
ให้เรารู้จัก เข้าใจ รู้ทัน ไม่ได้ปฏิเสธการมีสมมตินะ

เหมือนธนบัตร ก็เป็นกระดาษที่สมมติเอาว่ามีมูลค่าใช้ชำระหนี้ได้ตามกฏหมาย
บางคนก็สุดโต่งบอกว่า เงินเป็นที่มาของความเลวร้ายทั้งปวง
บางคนก็สุดโต่งไปในทางหลงบูชาเงิน จนลืมความถูกต้อง

ถามว่าระหว่างการบุกเผาธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อกำจัดต้นตอแห่งความชั่วร้ายคือเงิน
กับการมีสติ มีปัญญา รู้จักใช้ รู้จักหาอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
อันไหนมีประโยชน์กว่ากัน

สมัยพุทธกาล มีหลานของพระสารีบุตร ชื่อนายฑีฆนขะ
อ่านว่า ที-คะ-นะ-ขะ เป็นปริพาชก คือนักบวชนอกศาสนาพุทธ
ไปทูลพระพุทธเจ้าว่า

“ข้าพเจ้ามีปกติกล่าวอย่างนี้ มีปกติเห็นอย่างนี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา”
คือแกจะไปโม้ว่า ตัวเองไม่ยึดถืออะไรแล้ว ไม่เอาอะไรเลยน่ะ

พระพุทธเจ้าเลยเตือนสติว่า ในเมื่อเธอเห็นว่า “สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่
เรา” ถ้าแบบนั้น ความคิดที่ว่าไม่มีอะไรที่สมควรแก่เรา ก็ไม่สมควรแก่เธอด้วยสิ

แปลให้อีกทีว่า ท่านย้อนว่า ตอนที่ประกาศว่า เราไม่ยึดไม่ถืออะไรเลย
แต่ที่จริงก็ยังยึดถือว่ามี”เรา” ยึดความเห็น ว่าจะไม่ยึดอะไร อยู่นั่นแหละ

ถ้าจะไปกล่าวหาว่าคนกราบไหว้พระพุทธรูปเขายึดติดวัตถุ
คนที่ไปว่าเขา ก็ต้องถามตัวเองว่า ยึดติดในทิฐิความเห็นอยู่หรือเปล่า

ประเด็นจึงไม่ใช่เรื่องไหว้พระพุทธรูป หรือไม่ไหว้
ถ้าไหว้แล้วภาวนา เจริญในศีล สมาธิ ปัญญา ก็ไปนิพพานได้
ถ้าไม่ไหว้แล้วภาวนาได้ ทำถูกหลัก ก็ไปนิพพานได้เหมือนกัน

แต่ถ้าไม่ไหว้ ไม่ศรัทธา ไม่ภาวนา เอาแต่เจริญในมานะอัตตาว่า
กูถูก กูดี กูเป็นพุทธแท้ คนอื่นโง่ อันนี้ก็ยังใช้ไม่ได้

ฉะนั้น คนที่บอกว่า พระพุทธรูป ไม่ใช่พระพุทธเจ้า ก็ช่างเขา มันก็ถูกแบบของเขา
คนที่บอกว่าได้อาศัยพระพุทธรูป เป็นสื่อให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ก็ถูกอีกแบบ

มีเรื่องเล่าว่าสมัยที่สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี วัดระฆัง ยังมีชีวิต

ท่านรับนิมนต์ไปแถวบ้านช่างหล่อ ฝั่งธนบุรี บ่อยๆ
ไปเจอบ้านไหน เอาดินเหนียวปั้นขึ้นรูปพระไว้ ท่านจะไหว้หมด

บางทียังปั้นไม่เสร็จ หรือต่อให้ยังไม่ได้ปั้น ท่านก็ไหว้ของท่าน คนเห็นก็สงสัย ถามท่านว่า

“ยังไม่ยกขึ้นตั้ง และยังไม่เบิกพระเนตร จะเป็นพระหรือขอรับ”

ท่านตอบว่า “เป็นตั้งแต่ผู้ทำหุ่นยกดินก้อนแรกวางบนกระดานแล้ว เพราะผู้ทำตั้งใจให้เป็นองค์พระอยู่แล้ว เรียกอุทเทสิกเจดีย์ ยังไงล่ะจ๊ะ”

ในพระไตรปิฎกไม่มีคำว่า พระพุทธรูป แต่มีคำว่าอุทเทสิกเจดีย์นะครับ

ครูบาอาจารย์เคยบอกว่า ถ้าเรามองพระพุทธรูป แล้วเห็นแค่เป็น ปูน เป็นทองเหลือง เป็นสำริด เป็นหิน มันก็เป็นแบบนั้น

ถ้ามองเป็นของมีค่าเชิงพาณิชย์ มีมูลค่าเป็นเงิน เป็นเครื่องใบ้หวย วัตถุนำโชค ก็เป็นได้แค่นั้น

ถ้ามองแล้วเห็นเป็นสื่อให้เราได้สติ ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า เป็นกำลังในการภาวนา พระพุทธรูปนั้นก็ทำหน้าที่แบบนั้นเช่นกัน

ส่วนเรื่องไม่ทำตามพระสงฆ์ แปลว่าคนพูดยังไม่เข้าใจแตกฉานคำว่า “สงฆ์”
ถ้าสวดมนต์ตอนเช้าๆ จะมีบอกว่า “พระสงฆ์” คือพระอริยบุคคลเท่านั้น

ส่วนพระที่เห็นๆ กัน เราไม่รู้หรอกว่าใครเป็นอริยสงฆ์ หรือสมมติสงฆ์
ฉะนั้น เวลาทำบุญก็วางใจว่า เราทำเป็น “สังฆทาน” มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานสงฆ์

เท่านี้ก็สบายใจครับ

แถมอันนี้ให้ด้วย ไปเรียนรู้เพิ่มเติมได้ฟรี www.dhamma.com

ติดตามนิทานธรรม พร้อมข้อคิดดีๆ อัพเดทเป็นประจำได้ที่ https://bit.ly/3apqMgz

ถ้าอยากอ่านอะไรดีๆ ที่จรรโลงใจ เพิ่มสติปัญญา เชิญสมัครเป็น supporter (ผู้สนับสนุน) ของเพจนี้

หรือสมัครสมาชิกกลุ่ม “มุมมองแห่งความสุข” ท่านที่สนใจรบกวนส่งข้อความเข้า inbox ได้เลยครับ

ถ้ามีเวลา มีกำลังทรัพย์อยากมาเรียนกับผมก็ดูที่นี่ครับ www.facebook.com/HBclassroom/

ส่วนอันนี้สรุปมาให้แล้วแบบเข้าใจง่ายด้วยภาษาโลกตอนนี้มี 6 คอร์สให้เลือกแล้ว
https://www.skilllane.com/instructors/eddie

ถ้าสนใจติดต่อให้ผมไปบรรยายเรื่องทัศนคติในการทำงานและใช้ชีวิตให้เป็นสุข การพิชิตความเครียด ปรับสมดุลให้พนักงานในองค์กร
ติดต่อได้ทางอีเมล aston27@gmail.com ครับ